5 ก.ย. 2555

ชายขอเงียบ หญิงขอเคลียร์ !!

จิตวิทยาทั่วไป

ชายขอเงียบ หญิงขอเคลียร์ !!

ความแตกต่างระหว่าง ผู้ชาย ผู้หญิง

UploadImage

เอเจนซีส์ – ความที่ผู้ชายไม่ชอบพูดเวลามีปัญหา อาจทำให้ภรรยาหรือแฟนที่ช่างเจรจาเดือดปุดๆ และดูเหมือนว่าพฤติกรรมต่างขั้วนี้จะหยั่งรากมาตั้งแต่เด็ก
      
งานศึกษาระบุว่า ผู้ชายส่วนใหญ่แค่ไม่เห็นประโยชน์ในการเปิดเผยความรู้สึกของตัวเองเท่านั้น ไม่ใช่เพราะต้องการจะปิดกั้นความรู้สึกแต่อย่างใด
      
นักวิจัยเผยว่า ขณะที่เด็กผู้หญิงเชื่อว่าการพูดถึงปัญหาที่บางครั้งเป็นไปอย่างชนิดไม่ยอมจบ ทำให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้น แต่เด็กผู้ชายกลับคิดว่าเป็นการเสียเวลาเปล่า และกลยุทธ์นั้น ‘พิลึก’ ทั้งนี้ทัศนคติที่ตรงข้ามกันนี้อาจเป็นที่มาของการปีนเกลียวในความสัมพันธ์ในอนาคต
      
ดร.อแมนดา โรส จากมหาวิทยาลัยมิสซูรี สหรัฐฯ ทำการศึกษา 4 ชุด ครอบคลุมเด็กและวัยรุ่นเกือบ 2,000 คน
      
"นักจิตวิทยาชื่อดังพูดกันมานานแล้วว่าเด็กผู้ชายและผู้ชายอยากพูดถึงปัญหา แต่ต้องเก็บกดไว้เพราะลำบากใจและกลัวถูกมองว่าอ่อนแอ
      
อย่างไรก็ตาม เมื่อเราถามเด็กผู้ชายว่า การพูดถึงปัญหาทำให้รู้สึกอย่างไร ปรากฏว่าพวกเขาไม่ได้แสดงความโกรธหรือเครียดเกี่ยวกับการพูดคุยเรื่องปัญหามากไปกว่าเด็กผู้หญิง      
แต่คำตอบบ่งชี้ว่า เด็กผู้ชายแค่ไม่คิดว่าการพูดถึงปัญหาเป็นกิจกรรมที่เป็นประโยชน์เท่านั้น"
      
ดร.โรสเสริมว่า การค้นพบนี้ยังช่วยอธิบายได้ว่า ทำไมชายและหญิงจึงมีทัศนคติต่างกันในการจัดการกับปัญหาความสัมพันธ์
      
ผู้หญิงจะรบเร้าให้แฟนระบายความกังวลออกมา เพราะคิดว่าจะช่วยให้รู้สึกดีขึ้น แต่ผู้ชายอาจไม่สนใจ และคิดว่ามีวิธีแก้ไขแบบอื่น ผู้ชายยังมีแนวโน้มมากกว่าที่จะคิดว่าการพูดกลับยิ่งทำให้ปัญหาบานปลาย แต่การปลีกตัวไปทำกิจกรรมอื่นช่วยขจัดปัญหาไปจากสมองได้”
      
ในการศึกษาก่อนหน้านี้ ดร.โรสแสดงให้เห็นว่า การพยายามทบทวนปัญหาตลอดเวลาทำให้ผู้หญิงยิ่งเครียดและกังวล
      
“โดยเฉพาะปัญหาที่ผู้หญิงควบคุมไม่ได้ เช่น ผู้หญิงอีกคนชอบตนหรือเปล่า จะได้รับเชิญไปงานปาร์ตี้ที่มีแต่คนเด่นคนดังไปหรือไม่” 
      
ดร.โรส ซึ่งรายงานผลการศึกษาไว้ในวารสารไชด์ ดิเวลอปเมนท์ กล่าวว่าพ่อแม่ควรเรียนรู้จากผลการค้นพบนี้ และส่งเสริมให้ลูกชายตระหนักว่าบางครั้งการเปิดเผยความในใจเป็นสิ่งที่ควรทำ และในทางกลับกัน ควรสอนลูกสาวว่าการหมกมุ่นครุ่นคิดถึงปัญหามากเกินไปไม่ใช่เรื่องที่ดี

ขอบคุณข้อมูลจิตวิทยาทั่วไปดีๆจาก ผู้จัดการออนไลน์  

สมองหญิงแตกต่างจากสมองชายจริงหรือ

จิตวิทยาทั่วไป

สมองหญิงแตกต่างจากชายจริงหรือ??


UploadImage


หลายคนที่ชอบอ่านพ๊อกเก็ตบุคเล่มเล็กๆคงเคยได้ยิน ชายมาจากดาวอังคาร หญิงมาจากดาวศุกร์กันบ้างแล้ว ซึ่งทีมงานกรมสุขภาพจิตก็เคยนำเสนอบทความดังกล่าวมาแล้ว พบว่าชายหญิงนั้นมีความแตกต่างกันที่นอกเหนือจากสรีระร่างกายแล้ว ในเรื่องความแตกต่างในเชิงวิธีคิดก็มีความต่างกัน นอกจากนี้ยังมีการศึกษาเพื่อยืนยันความแตกต่างกันในเชิงความสามารถของสมองก็มีเช่นกัน ดังจะกล่าวต่อไปนี้
เมื่อเร็วๆนี้นิตยสารชื่อดังเช่นไทม์ ฉบับ 28 มีนาคม 2549 กล่าวเน้นให้เห็นความเชื่อดังกล่าวข้างต้น ซึ่งก็กลายมาเป็นข้อจำกัดบางเรื่องของสาวๆและแม่บ้านทั้งหลาย ผู้เคยชินกับการที่ตัวเองมีความสามารถในการจัดการกับปัญหาต่างๆในบ้าน และหรือนอกบ้าน (ในที่ทำงาน)ได้อย่างละเมียดละไม เรียนรู้เรื่องภาษาได้อย่างรวดเร็ว มีทักษะด้านความจำที่เหนือกว่าหนุ่มๆหรือพ่อบ้านได้อย่างเป็นจินตภาพ แตกต่างจากหนุ่มๆหรือพ่อบ้านที่มักจะขาดทักษะในการแก้ปัญหาที่มีรายละเอียดมาก (หรือเมินในการจดจำเรื่องราวต่างๆ) แต่มีความถนัดในเรื่องวิศวะอิเลกทรอนิกซ์ เครื่องยนต์กลไก เพราะมีพื้นฐานทักษะทางคณิตศาสตร์ การบวกลบคูณหารที่ดีกว่า นั่นเป็นเพราะว่าโครงสร้างทางสมองของเพศหญิงแตกต่างจากสมองของเพศชาย
จริงหรือไม่มีหลายคนคงสงสัยเช่นกัน
จากการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์ด้านสมอง (neuroscientist) ที่ชื่อซานด้าน วิเทลสัน ได้ทุ่มเทเวลาศึกษาเรื่องสมองมนุษย์ โดยเฉพาะในประเด็นที่หลายคนอาจจะตั้งคำถามไว้ในใจว่า "เหตุใดอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ จึงได้ฉลาดปราดเปรื่องยิ่งนัก" การศึกษาครั้งนั้นได้สร้างชื่อเสียงให้เธอในช่วงทศวรรษที่ 1990 เป็นอย่างมาก ช่วงทศวรรษให้หลัง แซนด้าก็มีศึกษาหาคำตอบว่าปัจจัยให้สมองของเพศหญิงแตกต่างจากเพศชายเกี่ยวข้องกับฮอร์โมน อุปนิสัย อาหาร และยาที่ใช้
จากการศึกษาพบว่า เมื่อขณะที่เราเป็นเด็กนั้น โครงสร้างทางสมองของเด็กหญิงและเด็กชาย โดยเฉพาะทักษะความสามารถทางคณิตศาสตร์นั้นไม่มีความแตกต่างกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่แล้วสมมติฐานนั้นจะเป็นเช่นเดิม โดยจากการศึกษาพบว่าความแตกต่างจะเริ่มปรากฎให้เห็นเมื่อเด็กย่างเข้าสู่วัยเรียนในระดับเกรด 4 (ก็คงวัยชั้นประถมในบ้านเรา) ก่อนที่จะพัฒนาไปเรื่อยๆให้เห็นความแตกต่างชัดเจนระหว่างเพศหญิงกับเพศชายมากยิ่งขึ้น โดยยืนยันได้จากผลการทดสอบ SAT (การทดสอบมาตรฐานทางคณิตศาสตร์) ที่เด็กวัยมัธยมบ้านเรารู้จักกันดีที่สัดส่วนคะแนนของเด็กหญิงจะได้น้อยกว่าเด็กชาย

อะไรที่บอกความแตกต่างทางโครงสร้างของสมองบ้าง

1. สมองส่วน Parietal Lobe แต่ก่อนมีความเชื่อว่าในเพศหญิงสมองส่วนนี้จะใหญ่กว่าเพศชายนั้น ไม่จริงเสียแล้ว
2. สมองส่วน Corpus Callosum ซึ่งเป็นส่วนที่เส้นประสาทสมองมีการเชื่อมต่อกันเพื่อให้เห็นพัฒนาการทางด้านความฉลาด จะเห็นการพัฒนาที่มีความแตกต่างกันระหว่างเพศหญิงและเพศชาย
3. สมองส่วน Prefrontal Cortex เป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการด้านความคิดที่จะพัฒนาต่อไปเป็นอารมณ์ ในเพศหญิงพบว่ามีการใช้สมองส่วนนี้ทำงานมากกว่า
4. อมิกดาลา (Aygdala) เป็นส่วนของสมองที่เกี่ยวข้องกับความจำที่ลึกลับซับซ้อน หรือเป็นส่วนที่บางคนจะบอกว่าเป็นความจำเจ็ดชั่วโคตร ในเพศชายที่มีทักษะความสามารถด้านการควบคุมอารมณ์ได้ดี จะมีเส้นประสาทสมองเชื่อมต่อกับสมองส่วนนี้น้อย (หรือจะยืนยันความเป็นจริงที่ว่า เพศชายเขามักจะมีความทรงจำอะไรๆได้ไม่ดีนักเพราะเกี่ยวข้องกับสมองส่วนนี้หรือเปล่า) ในขณะที่เพศหญิงที่มีทักษะทางด้านภาษาศาสตร์จะพบการเชื่อมต่อของเส้นประสาทสมองส่วนนี้มีมากขึ้น (ท่านชายทั้งหลายอย่ามองข้าม ตรงนี้ยืนยันได้ว่าความจำของสตรีในบางเรื่องเป็นความจำที่เป็นเลิศ นั้นอาจจะเกี่ยวข้องกับสมองส่วนนี้)
5. Cerebellum หรือสมองส่วนท้าย ในสมองส่วนนี้จะเกี่ยวข้องกับทักษะทางการเรียนรู้ ดังเช่น ทักษะทางคณิตศาสตร์ ดนตรี และทักษะทางสังคม เช่นเดียวกับสมองในส่วนข้อ 2 คือ Corpus Callosum จะมีความแตกต่างกันอย่างสมบูรณ์ระหว่างเพศหญิงและเพศชาย

จากการศึกษาของแซนด้ายังบอกอีกว่า จากโครงสร้างของสมอง โดยเฉพาะในส่วนของข้อ 3 Prefrontal Cortex (ซึ่งอยู่บริเวณด้านหลังหน้าผากจากมองมองสรีระภายนอก) ทำให้เพศชายเมื่อโตขึ้นจะมีความโผงผาง ดุดันกว่าเพศหญิง แถมเมื่อนานวันเข้า ก็มีโอกาสเสียเนื้อเยื่อที่ช่วยในการควบคุมตนเอง ขณะที่เพศหญิงกลับมีการพัฒนาเนื้อเยื่อในส่วนนี้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งมีผลทำให้เราเห็นการพัฒนาของสมองส่วนนี้จาก คุณแม่ คุณป้า คุณย่า คุณยาย ที่จะมีความระมัดระวังเพิ่มมากขึ้นตามวัย (จริงเท็จอย่างไรก็ลองกลับไปดูคนที่บ้านดูแล้วส่งข้อมูลยืนยันความเชื่อนี้แลกเปลี่ยนกันด้วยจะเป็นพระคุณ)

จากผลงานเรื่องนี้จึงเป็นแหล่งอ้างอิงที่ดี เพื่อนำไปสู่การศึกษาเรื่องโรคภัยไข้เจ็บอื่นๆที่มีผลมากจากความผิดปกติของสมอง เช่น ออทิสติก อัลไซเมอร์ รวมไปถึงโรคจิตเภท ซึมเศร้า ช่วยเป็นแสงนำทางเราไปสู่การป้องกัน รักษาโรคเหล่านี้ได้มากขึ้นในอนาคต

เร็วๆนี้มีตัวอย่างคนไข้รายหนึ่ง ที่เปิดเผยเพื่อเป็นกรณีศึกษาโดยมหาวิทยาลัยเพลซิลเวเนีย สหรัฐอเมริกา โดยนายแพทย์ยอนห์ แวน เดอมิเต กล่าวว่า มีเด็กหญิงวัยประถมรายหนึ่งมาพบจิตแพทย์ด้วยปัญหาไม่สามารถเรียนคณิตศาสตร์ได้ แต่เด็กมีทักษะทางภาษาศาสตร์ที่ดีมาก โดยเป็นตัวแทนชุมชนในการกล่าวสุนทรพจน์ เป็นนักพูด เรียนวรรณคดี และภาษาศาสตร์ได้ดี

ตอนหลังครู ผู้ปกครอง และเด็ก ก็ร่วมกันหาทางออกโดยการเปลี่ยนวิธีการเรียนคณิตศาสตร์แบบปกติทั่วไป เป็นการเรียนโดยใช้สัญญลักษณ์เชิงภาษาศาสตร์ที่เด็กมีความชำนาญ คือสื่อสารในแบบที่เด็กเข้าใจ ซึ่งต่อมาเด็กก็สามารถเรียนคณิตศาสตร์จนสามารถสอบได้คะแนนดีเยี่ยมตามมาทีหลังได้

กล่าวโดยสรุป ความเชื่อที่ว่าความสามารถทางสมองของเด็กหญิงและชายนั้นมีความแตกต่างกันที่เห็นได้ชัดคือวัยประถม เป็นสมมติฐานที่มีการศึกษามามากพอ แต่ในโลกยุคสมัยใหม่ที่มีการเรียนรู้อย่างกว้างขวาง มีการวิจัยศึกษาและพัฒนาการด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ รวมถึงการมีพฤติกรรมสุขภาพของแม่ตั้งแต่ตั้งครรภ์ มีการอบรมเลี้ยงดูที่ดี ถึงแม้ว่าระหว่างเพศหญิงและชายจะมีลักษณะสมองที่แตกต่างกัน แต่ก็ไม่ได้หมายถึงว่าจะมองไม่เห็นแนวทางที่จะมีการส่งเสริมให้เด็กมีทักษะในสิ่งที่เด็กไม่มีพื้นฐานความชำนาญให้มีขึ้นมาได้ ตัวอย่างที่กล่าวถึงก็อาจจะเป็นแนวทางให้ผู้ปกครองหลายคนได้เรียนรู้ว่า ลูกหลานของเราสามารถที่จะพัฒนาการเรียนรู้ให้ชำนาญขึ้นมาใหม่ได้ ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมเสริมต้นทุนที่เขาเหล่านั้นมีอยู่ให้มีมากยิ่งขึ้นต่อไปอีก

ปัจจุบัน เราจึงเห็นว่าลูกสาว หลานสาวเราทำคะแนนคณิตศาสตร์ได้สูสีกับเด็กผู้ชาย สามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัย เป็นวิศวะกร เป็นหมอเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะคณะที่เรามักจะเห็นกันเฉพาะเพศชายมากกว่าเพศหญิง เช่นคณะวิศวะกรรมศาสตร์ ไปถึงคณะวิทยาศาสาต์ทางด้านการแพทย์ ชีวะ เคมี วิทยาศาสตร์อื่นๆมากขึ้น ซึ่งเห็นความชัดเจนมากขึ้นในการเรียนคณะดังกล่าวแม้แต่ในต่างประเทศเช่น สหรัฐอเมริกา หรือแม้แต่ในประเทศเราเอง

ข้อมูลจาก นิตยาสารไทม์ ฉบับวันที่ 28 มีนาคม 2549 และนิตยสารชีวจิต ฉบับเดือนธันวาคม 2549

ขอบคุณข้อมูล  จิตวิทยาทั่วไป จาก กรมสุขภาพจิต
photo credit : camb-ed.com.au

4 ก.ย. 2555

ทัศนคติ ที่ซ่อนในใจคุณ

แบบทดสอบจิตวิทยา
ทัศนคติ ที่ซ่อนในใจคุณ
เป็นคำถามจิตวิทยา ชุด 4 ข้อที่บอกข้อดี ข้อเสีย ทัศนคติของคุณ
ที่มา : forwarded email
Q1. มีเหตุการณ์ฆาตกรรมเกิดขึ้นในหมู่บ้านของคุณ ตำรวจควบคุมผู้ต้องหาไว้ 4 คน ตอนนี้ยังไม่มีหลักฐานและการอ้างที่อยู่ขณะเกิดเหตุอะไรเลย แต่ในความรู้สึกของคุณแล้ว คุณคิดว่าใครที่แตกต่างไปจากคนอื่น
- ศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัย
- นักร้องวัยรุ่นยอดนิยม
- นักเขียนการ์ตูน
- คุณป้าที่ทำงานพาร์ทไทม์
...
Q2. วันหนึ่งในช่วงปิดเทอม คุณออกไปเที่ยวต่างจังหวัด แต่พอขึ้นรถไฟไปแล้ว คุณเพิ่งนึกได้ว่าลืมหยิบของใส่กระเป๋าไปอย่างนึง คุณคิดว่าสิ่งนั้น น่าจะเป็นอะไร
- ขนม
- แปรงสีผัน
- ร่ม
- เกมพวงกุญแจ
...
Q3. ถ้าคุณได้รับพรอย่างนึง คุณจะเลือกอะไร
- ยาเปลี่ยนเพศ
- พรมวิเศษ
- ยาที่ทำให้ไม่แก่ไม่ตาย
- กระจกที่มองเห็นอนาคต
...
Q4. สุดสัปดาห์ริมทะเลในวันที่อากาศแจ่มใส คุณออกไปเล่น SKY DRIVING (เครื่องร่อนแบบไม่มีเครื่องจักร) เครื่องร่อนค่อยๆลอยออกไปไกล แล้วคุณคิดว่าจะไปลงที่ไหน..
- ทุ่งหญ้า
- ยอดเขา
- ทะเล
- บนตึกสูงในเมืองหลวง
...
...
...
...
วิเคราะห์แบบทดสอบจิตวิทยาจ้า
Q1. ข้อนี้บอกทัศนคติ ว่าคุณมองคนอย่างไร จะเห็นว่าก่อนที่จะรวบรวมหลักฐานมาตรวจสอบ เรามักมองหาคนที่น่าสงสัยก่อน และเราก็มักจะใช้ความรู้สึกของเราตัดสินก่อนเป็นขั้นตอนแรก
- ศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัย : คุณเป็นคนแบบที่เชื่อสนิทใจว่า คนที่ยิ่งใหญ่มักเป็นผู้บริสุทธิ์ ดังนั้นคุณจึงชอบข่าวต่างๆ ทั้งข่าวดี ข่าวลือ ที่เขาเขียนลงในหน้าหนังสือพิมพ์ เป็นคนที่มุ่งมั่นว่าจะต้องประสบความสำเร็จในด้านการเรียนและหน้าที่การงาน
- นักร้องวัยรุ่นยอดนิยม : เป็นสัญลักษณ์ของจินตนาการและเพศตรงข้าม ใจของคุณมักไล่ตามจินตนาการ และมักคิดถึงเรื่องความรัก รู้สึกจริงจังทั้งเวลาที่อกหักและอยากมีความรัก เมื่อเหนื่อยก็หยุดแล้วกลับมามีความรักอีก
- นักเขียนการ์ตูน : สำหรับคุณแล้ว การคบเพื่อน คุณมักให้ความสำคัญกับความรู้สึก คุณน่าจะเป็นคนที่มีเพื่อนสนิทอยู่มาก ซึ่งสนใจในเรื่องเดียวกันและมีความฝันเหมือนกัน แฮ่ม.. คนที่คุณชอบก็แนวเดียวกันนี่ใช่ป่ะล่ะ
- คุณป้าที่ทำงานพาร์ทไทม์ : แสดงถึงชีวิตที่ราบเรียบ เป็นเรื่องธรรมดาของคุณที่คิดว่าเมื่อแต่งงานแล้วมีลูก สร้างครอบครัว มีชีวิตที่มีความสุขเหมือนในหนังประเภทครอบครัว ที่พูดว่า "คุณพ่อกลับมาแล้ว" ทุกวัน
Q2. บอก จุดอ่อนในใจคุณ ในทางจิตวิทยา การเผลอลืมเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยเราไม่คาดคิด มันทำให้คุณต้องยอมรับในสิ่งที่ไม่อยากจะยอมรับ จริงอยู่คุณอาจแกล้งทำเป็นไม่ใส่ใจ แต่ยังไงซะมันก็เป็นข้อผิดพลาดของคุณอยู่ดี นี่ล่ะ ที่เค้าว่า ความผิดของตัวเองมักมองไม่ค่อยเห็นนั่นเอง
- ขนม : เป็นสัญลักษณ์ของการร้องขอ อยากถูกตามใจ การทำอะไรเพื่อคนอื่นสำหรับคนอื่นคุณถือว่าเป็นความอดทน จริงๆแล้วคุณเป็นคนละเอียดรอบคอบ ทำอะไรก็จะหมกมุ่นอยู่กับสิ่งนั้นๆ จนทำให้ใครๆคิดว่าคุณไม่ค่อยสนใจเรื่องของชาวบ้านเท่าไหร่ เรียกว่าออกจะเอาแต่ใจน่ะ คุณต้องเอาใจเขามาใส่ใจเราหน่อยแล้ว
- ร่ม : แสดงถึงจิตใจที่ปกปิด คุณมีนิสัยขี้ตกใจกับเรื่องเล็กๆน้อยๆของคนอื่น ภายนอกดูกล้า แต่ความจริงแล้วปกปิดความอ่อนแอไว้ในใจ คุณมักบ่นซ้ำๆกับเรื่องที่ทำไปแล้วว่ามันไม่ดีมั่ง น่าจะดีกว่านี้มั่ง แม้ว่าคนรอบข้างยังไม่ได้ว่าอะไรซักกะติ๊ด คุณต้องสงบจิตสงบใจ ค่อยคิดค่อยทำหน่อย
- แปรงสีฟัน : เป็นสัญลักษณ์ของความเข้าใจ แต่แม้ว่าคุณจะเข้าใจดีในเรื่องต่างๆ แต่มักจะพูดไม่ตรง คุณจะยอมพูดว่า ใช่ๆๆ ก่อนเสมอ คุณต้องเข้มแข็งกว่านี้ให้มาก
- เกมส์ : แสดงถึงความรุนแรงในการแข่งขัน คุณเป็นคนที่อยากจะเอาชนะคนอื่นๆ แต่ส่วนใหญ่จะเก็บความรู้สึกไว้ ไม่กระทำ แต่จะออกมาทางคำพูด เช่น การเหน็บแนมหรืออะไรประมาณนั้น ก็ระวังอย่าให้มากไปจะกลายเป็นก้าวร้าวได้
Q3. ข้อนี้บอกทัศนคติของคุณต่อเรื่องเงินๆทอง
- ยาเปลี่ยนเพศ : คุณเป็นประเภทขี้เหนียวกับเพศเดียวกัน แต่ใจกว้างกับเพศตรงข้ามว่างั้น ประมาณเห็นแฟนดีกว่าเพื่อนตลอด ดังนั้น นอกเหนือจากปัญหาความสัมพันธ์อันดีงามกับเพื่อนเพศเดียวกันแล้ว คุณต้องระวังเรื่องการใช้เงินเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับเพศตรงข้ามด้วยนะ
- พรมวิเศษ : ใจของคุณมักลองทำนู่น ดูนี่ ไปโน่น ฯลฯ เสมอ เพื่อที่จะตอบสนองความต้องการของคุณเอง พจนานุกรมของคุณจึงไม่มีคำว่า ฟุ่มเฟือย จะซื้ออะไรที คิดแล้ว คิดอีก แล้วคิดอีกที ยังไงกะเพื่อนกะฝูงอย่าเหนียวให้มากนักเลยคู้ณ
- ยาที่ทำให้ไม่แก่ไม่ตาย : นี่ก็อีกหนึ่งความเหนียว คุณชอบที่จะเห็นตัวเลขในสมุดธนาคารเพิ่มขึ้นๆ เห็นแล้วก็ชื่นใจ ตัวจะลำบากก็ไม่แคร์ ควักออกมาจ่ายแลกความสุขให้ตัวเองมั่งเฮอะ
- กระจกที่มองเห็นอนาคต : การอยากรู้เรื่องที่คนอื่นไม่รู้ สื่อว่าคุณจะคิดก่อนใช้เงินกับเรื่องทั่วไป แต่ถ้าเป็นเรื่องไม่เป็นเรื่องล่ะก็ คุณเสร็จทุกที เสียเงินไปกับเรื่องขี้หมู ขี้หมา แล้วไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เพราะฉะนั้นจะใช้อะไร ให้คิดหน้าคิดหลังให้ดีนะจ๊ะ
Q4. คุณจะแต่งงานแบบไหน ในอนาคต? การเล่นเครื่องร่อนบินไปบนท้องฟ้า หมายถึงความรู้สึกที่มีต่ออนาคต
- ทุ่งหญ้า : เป็นกลุ่มที่อยากติดต่อกับเพศตรงข้ามอย่างเท่าเทียมกัน ชอบการแต่งงานแบบเรียบง่าย มองเห็นภาพตัวเองและคู่รัก ดูแลกัน นั่งจิบน้ำชาเป็นเพื่อนกัน จนกระทั่งแก่เฒ่ากลายเป็นคุณตาคุณยาย
- ยอดเขา : คุณมีความทะเยอทะยาน ชอบคนมีการศึกษาสูง ฐานะดี การงานดี หน้าตาก็ต้องดี แต่งตัวก็ต้องดี สรุปว่าชั้นสนแต่คนระดับเนี้ยะแหละ โดยไม่สนซะด้วยว่าใครจะมองว่ายังไง
- ทะเล : คุณมีความเป็นพ่อแม่อยู่ในตัว มีความอดทนสูง คุณไม่คาดหวังในตัวคู่ของคุณจนเกินไป แต่ก็อยากให้คุณตั้งเสปคเลือกให้ดีหน่อยละกันนะ อย่าเผลอไปเออออห่อหมกกับใครเพราะแรงยุล่ะ เลือกผิดจะแย่
- บนตึกสูงในเมืองหลวง : เป็นคนที่วาดหวังไว้สูง ชอบทำงานมากกว่าการมีครอบครัว อนาคตถึงมีแฟนก็ยังให้ความสำคัญกับงานก่อน แต่ก็ยังจะให้ความสำคัญกับชีวิตแต่งงานอยู่นะ
...

แบบทดสอบใสใส หัวใจวัยรุ่น

ดูดวงจิตวิทยาแบบทดสอบใสใส หัวใจวัยรุ่น
 


ดูดวงจิตวิทยาแบบทดสอบใสใส หัวใจวัยรุ่น

 1. กระดาษ

 2. ปากกา,ดินสอ

     1. งานเลี้ยงวันเกิดของเพื่อนคุณที่น่าจะสนุก แต่กลับเงียบเหงา คุณจะทำอย่างไรดี

 ก. สุดเซ็ง ขอตัวกลับบ้านไปนอนดีกว่า

 ข. อย่างนี้ต้องชวนกันเปิดเพลงแดนซ์ให้สนุกเถอะ

 ค. ชวนตักเค้กวันเกิด แล้วเอามาปาเล่นกันอย่างเฮฮา

     2. กรุปทัวร์ที่โรงเรียนเพื่อนคุณกำลังขาดคนร่วมอีก 1 คน เขาเลยมาชวนคุณไปด้วย คุณจะ...

 ก. ถ้าเห็นคุณเป็นตัวสำรองอย่างนี้ ไม่ไปแน่นอน

 ข. แหม...น่าจะบอกให้เร็วกว่านี้หน่อยนะ เดี๋ยวลืมของจำเป็นทำไงล่ะ

 ค. ได้เลย ขอแพ็กกระเป๋า 10 นาที

     3. มาร่วมงานผิดเวลาไปหน่อย นึกว่างานเริ่ม 6 โมงเย็น จริงๆเริ่มตั้ง 5 ทุ่ม มาก่อนตั้งหลายชั่วโมง ทำไงดีนะ

 ก. นานขนาดนี้ กลับไปกินข้าวที่อื่นดีกว่า

 ข. รอได้ แค่ไม่กี่ชั่วโมงเอง

 ค. มาก่อนก็สนุกก่อน เริ่มจริงเมื่อไหร่ก็สนุกจริงอีกรอบแล้วกัน

     4. วันหยุดยาวๆ ติดต่อกันสามวัน คุณคิดจะทำอะไร

 ก. นอนดีกว่า พักผ่อนให้เต็มที่

 ข. เฮฮากับเพื่อนดีกว่า นานๆจะมีโอกาส

 ค. ฉลองแบบสุดๆ สามวันสามคืนไม่พัก

     5. คืนนี้มีโอกาสไปเดทกับคนที่ถูกใจ เมื่อถึงเวลาที่จะต้องแยกย้ายกันกลับบ้าน คุณอยากให้เขาพูดอะไรกับคุณมากที่สุด

 ก. อยู่ต่อก่อนได้ไหมครับ...

 ข. ผมสนุกมากครับ คราวหน้าเราเราคงได้พบกันอีกนะครับ

 ค. ไปปาร์ตี้กันไหมครับ

     6. วันนี้เพื่อนๆต่างนัดกันไปเฮฮาสุดๆ แต่พรุ่งนี้คุณต้องส่งงานแต่เช้าตรู่ คุณจะ...

 ก. อยู่ทำงานดีกว่า ขืนไปพรุ่งนี้ไม่ไหวแน่นอน ข. ไปดิ แต่คงอยู่ไม่ถึงเลิกนะ

 ค. ไม่เป็นไร ความสนุกต้องมาก่อนอยู่แล้ว

    7. คนรู้ใจชวนคุณไปเล่นเครื่องเล่นสุดหวาดเสียว คุณจะทำอย่างไร

 ก. ขอเป็นกินข้าวแทนได้ไหม

 ข. แบบว่า ดูก่อนได้มะ เสียวมากไม่เล่นอ่ะ

 ค. เย้! สุดยอด รอมานานแล้วอยากเล่น

     8.โปรโมชั่นสุดพิเศษที่ทางร้านทำผมของคุณจัดขึ้น เมื่อคุณทราบ คุณจะ...

 ก. ไม่ล่ะ ก็ไม่ได้ทำอะไรมากอยู่แล้ว

 ข. ไหนลองเอามาดูสิ เผื่อมีอะไรน่าสนใจ

 ค. ขอใช้บริการครั้งนี้เลยดีกว่า

     9.กลับมาจากบ้านเพื่อนต่างจังหวัด แต่เกิดหลงทางเสียนี่ คุณจะทำอย่างไร

 ก. ขับไปจนกว่าจะเจอทางกลับบ้านสิน่า

 ข. หาที่พักใกล้ๆก่อนดีกว่า เพราะมืดแล้ว

 ค. ถามคนที่ผ่านมาสิ เดี๋ยวเขาก็บอกให้เองแหละ


 คะแนน

 ก. - 0 คะแนน

 ข. - 1 คะแนน

 ค. - 2 คะแนน



 ไม่เกิน 5 คะแนน

 ชีวิตของคุณเครียดเกินไปหรือเปล่าเพราะคุณจะดูเบื่อๆเซ็งๆ อยู่ตลอดเวลา อย่าทำแต่งานจนลืมเติมความสนุกให้กับชีวิตไปนะ ควรมองโลกให้มีความสุขมากกว่านี้ เรื่องทุกข์ใจบางเรื่องควรปลดปล่อย ไม่จำเป็นต้องเก็บมาคิดทุกเรื่องก็ได้ หาเวลาออกไปเที่ยวกับเพื่อนบ้างก็ดีนะ อะไรๆจะได้ดูสดใสขึ้นอีกเยอะ

 6 ถึง 12 คะแนน

 จะเรียกว่าคุณเป็นคนสนุกสนานตามกาลเทศะก็ได้ เพราะจริงๆ คุณสนุกได้ทุกสถานการณ์ แต่ถ้ามีเรื่องหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบเข้ามาเกี่ยวข้องคุณก็เลือกที่จะทำสิ่งที่สำคัญก่อนเสมอ เรื่องที่จะสนุกสนานเกิดเหตุคงไม่ต้องห่วง เพราะคุณรู้ว่าคุณทำอะไรอยู่ ถือว่าคุณเป็นคนที่รู้จักสนุกสนานนั่นเอง

 13 คะแนนขึ้นไป

 ชีวิตของคุณคือความสนุกสนาน อะไรไม่สำคัญของฉันรื่นรมย์ก่อนเป็นพอ ไม่รู้เหมือนกันว่าเอาพลังของความสนุกสนานมาจากไหน ชีวิตนี้ถ้าขาดความสนุกสนานไป คุณคงเฉาตายแน่นอน มันก็ดีที่คุณมองเรื่องทุกอย่างเป็นเรื่องสนุก จะได้ไม่เครียด แต่ระวังการงานจะเสีย โดนเด้งไม่รู้ด้วยนะ


  C:\fakepath\

28 ส.ค. 2555

จิตวิทยาความรัก : อกหัก ให้เป็น < เป็นกำลังใจให้นะ



4                                                    จิตวิทยาความรักอกหักให้เป็น

หลายคนให้นิยามของความรักไว้ต่างๆ นานา เช่น
ความรักคือการให้
ความรักเป็นสิ่งสวยงาม
ความรักคือความซื่อสัตย์” ฯลฯ

แต่หากความรักไม่ได้เป็นอย่างที่หวังไว้ ความรู้สึกผิดหวังในเรื่องความรักก็จะเกิดขึ้น และปรากฏเป็นอาการ
 “
อกหัก” ให้เห็น ซึ่งก็มีหลากหลายคำพูดอีกเช่นกันที่พยายามสื่อให้ “คนอกหัก” ได้มีความรู้สึกที่ดีขึ้น เช่น “อกหักน่ะเรื่องเล็ก อกเล็กสิเรื่องใหญ่บ้างก็ว่า “อกหัก ดีกว่ารักไม่เป็น” “อกหักไม่ยักกะตาย” ฯลฯ
ดังนั้น หากคุณคิดจะรักใครซักคนจึงต้องยอมรับในเบื้องต้นก่อนว่า ครึ่งหนึ่งคือความเสี่ยงที่จะต้องอกหักและอีกครึ่งหนึ่งคือความเป็นไปได้ที่จะมีรักที่มีความสุข เมื่อคิดจะรักก็ต้องยอมรับกับความเสี่ยงที่จะต้องลุ้น และหากเราเป็นพวกที่ต้องทนกินแห้วกระป๋อง ทำอย่างไรไม่ให้ความรักทำให้เราตาบอด ……… จึงต้อง “อกหักให้เป็น
UploadImage  อาการ อกหัก เป็นอย่างไร
สำหรับคนที่ไม่เคยมีความรัก หรือความรัก สุขสมหวัง ก็คงจะไม่รู้จักลักษณะอาการของคำว่า “อกหัก
อาการที่อยู่ๆ ก็เกิดร้องไห้น้ำตาไหลพรากขึ้นมาเฉยๆ ขาดการยับยั้งต่อมน้ำตา สมองไม่สามารถสั่งการหรือใช้ในการประมวลผลเรื่องราวอะไรได้เลย นอกจากจะวนเวียนอยู่กับประโยคคำถามที่ว่า ฉันผิดอะไร” “ทำไมเธอไปจากฉัน” “เรากลับมารักกันอีกได้ไหม
หลับตาก็นึกถึงแต่เรื่องเขา ช่วงนี้ชีวิตจะเหมือนล่องลอยไร้วิญญาณ ไม่รู้สึกรู้สากับสถานการณ์รอบๆตัว เกิดภาวะสับสนทั้งทางด้านอารมณ์และความรู้สึก ใจหวิวๆ รู้สึกเจ็บปวดเหลือเกิน หายใจก็ขัดๆ ปวดท้องแต่ไม่อยากกินข้าวกินปลา ซึ่งอาการต่างๆ ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในช่วง อกหัก” นี้ เกี่ยวข้องกับกระบวนการทางเคมีภายในร่างกาย และจะส่งผลต่อภาวะอารมณ์ ความรู้สึก รวมถึงปฏิกิริยาของร่างกายด้วย
UploadImage  ทำไม “อกหัก” จึงรู้สึกเจ็บปวดเหลือเกิน
การที่คนเรารู้สึกเจ็บปวดเมื่อ “อกหัก” อาจเป็นผลมาจากกระบวนการทางเคมีในร่างกาย คือ เวลาที่คนมีความรักสมองจะหลังสารที่เรียกว่า ฟีนิลเอธิลามีน (Phenylethylamine) ซึ่งมีฤทธิ์คล้ายยากระตุ้นประสาทอย่างแอมเฟตามีน สามารถทำให้สมองตื่นตัวและร่างกายมีกำลังมากขึ้น
และเมื่อเกิด อกหัก” อย่างแรง สมองและร่างกายจะสูญเสีย ฟินิลเอธิลามีน” อย่างเฉียบพลัน ซึ่ง ดร.ไมเคิล ไลโบวิตซ์ แห่งสถาบันจิตวิทยานิวยอร์ก อธิบายไว้ว่า อาการ “อกหัก” เพราะรักเป็นพิษนั้นจะคล้ายกับอาการถอนยาอย่างมาก
สารอีกตัวหนึ่งที่ส่งผลต่อความเจ็บปวดเมื่อคนเรา “อกหัก” ก็คือ สารเอ็นโดฟินส์ (Endophins) โดย นพ.สุวินัย บุษราคัมวงษ์ แพทย์สาขาอายุรกรรมสมอง รพ.กล้วยน้ำไท ได้เล่าประสบการณ์จากการสังเกตคนไข้สองกลุ่มที่มีอาการป่วยเดียวกัน และพบว่า คนไข้ที่มีคนรักคอยดูแลอยู่ตลอดเวลาจะมีอัตราการหายป่วยที่เร็วกว่าคนไข้ที่ไม่มีคนรักมาคอยดูแล
อีกกรณีหนึ่ง เชื่อว่า สารเอ็นโดฟินส์” สามารถลดความเจ็บปวดได้ โดยพบว่า ผู้ป่วยที่โดนมีดบาด หากมีคนรักมาคอยปลอบโยนร่างกายจะหลั่งสารเอ็นโดฟินส์ออกมา เพื่อปิดกั้นสัญญาณความเจ็บปวดที่จะส่งถึงสมอง จึงเป็นผลให้ลดความเจ็บปวดลงไปได้
ดังนั้น เมื่อคนเรา อกหัก” จึงเกิดการปรับเปลี่ยนของสารเคมีในร่างกายที่ไม่สมดุล ทำให้แต่ละคนมีการตอบสนองต่อปัจจัยต่างๆ แตกต่างกันออกไปซึ่งก็ขึ้นอยู่กับภูมิหลังการเลี้ยงดู วิถีชีวิตในปัจจุบัน ครอบครัว ภาวะทางสังคม หรือแม้แต่ปริมาณสารเคมีในร่างกาย จึงทำให้บางคนที่ “อกหัก” สามารถที่จะทำใจได้ในเวลาอันรวดเร็ว ขณะที่คน “อกหักจำนวนหนึ่งไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ จึงนำไปสู่การฆ่าตัวตาย
ดังนั้น เราจะเห็นได้ว่า เมื่อคนเรา “อกหัก” และมีอารมณ์ ความรู้สึกต่างๆ เกิดขึ้นมานั้น ล้วนส่งผลกระทบต่อปฏิกิริยาของร่างกาย ส่วนจะส่งผลกระทบมากหรือน้อยนั้นก็ขึ้นอยู่กับภาวะการปรับตัวรับกับสภาพการ “อกหัก” ได้มากน้อยเพียงใด
 
UploadImage  อกหักให้เป็น….ทำอย่างไร
เมื่อ อกหัก” หากจะห้ามไม่ให้คนเรารู้สึกรู้สากับสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ให้รู้สึกเสียใจ ทุกข์ใจ เศร้า หรือสับสนทางอารมณ์และความคิด คงจะเป็นไปไม่ได้
ดังนั้น จะทำอย่างไรให้ความสับสนทางอารมณ์และความคิดต่างๆ เหล่านั้นไม่เกินเลยจนส่งผลกระทบต่อตนเอง จึงต้องมีการปรับตัวให้เข้ากับสภาวะการณ์ที่เกิดขึ้นให้ได้ ยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นและปรับอารมณ์ ความคิดและพฤติกรรมให้เข้าสู่สภาวะปกติให้เร็วที่สุด 
 
UploadImage  วิธีปรับความคิด อารมณ์ ความรู้สึก รวมถึงพฤติกรรมต่างๆ ให้สามารถรับมือกับภาวะ “อกหัก” ให้ได้ โดยการ อกหักให้เป็นมีดังนี้
1. ถ้าอยากร้องไห้ ….. จงร้องให้เต็มที่
ระบายความรู้สึกเจ็บปวดอย่างสุดแสนออกมาทางน้ำตา อย่าพยายามเก็บกดความรู้สึกเอาไว้ การร้องไห้เป็นการระบายอย่างหนึ่ง ซึ่งจะทำให้ร่างกายได้มีการปรับความสมดุลทางอารมณ์ให้กลับสู่สภาวะปกติหรือใกล้เคียงปกติมากที่สุด
2. เสียใจได้…..แต่อย่าให้เสียคน
การเสียใจทำให้เราได้รู้ว่า อย่างน้อยเราก็มีหัวใจไว้รักไว้เจ็บ มีความทุกข์ความสุขได้เหมือนคนอื่น ต้องรู้จักควบคุม รู้จักความพอดี อย่าคิดว่าตัวเองไม่มีคุณค่าและอย่าคิดทำร้ายตัวเอง อย่าลืมว่าเรายังมีพ่อแม่ที่รักเรามากที่สุด และเป็นความรักที่ยั่งยืนที่สุดด้วย แล้วคิดเสียว่าก่อนจะมีใครคนนั้นเราสามารถมีชีวิตอยู่มาได้ และเมื่อเขาไปเราก็ต้องอยู่ต่อไปได้เช่นกัน
3. อย่าแบกทุกข์ตามลำพัง กลับไปหา พ่อแม่” ดีที่สุด
พูดคุยกับท่าน ระบายความรู้สึกที่อัดอั้นและเจ็บปวดแสนสาหัสให้ท่านฟัง แล้วเราจะได้รับกำลังใจอันมีค่าที่สุดจากท่าน หรืออาจใช้วิธีเขียนความรู้สึกลงในกระดาษ ซึ่งจะช่วยให้เราเห็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
4. ปฏิวัติตัวเองเสียใหม่
ยายามปรับปรุงตัวเองในภาพลักษณ์ใหม่ที่ไฉไลและดูดีกว่าเดิม อย่าปล่อยให้ตัวเองหน้าโทรม ผมเผ้ารุงรัง ตาปูด ผอมโซ อย่าให้ชีวิตรักที่ไม่สมหวังมาทำให้ตัวเองต้องจมจ่อมอยู่กับความทุกข์ตลอดเวลา
5. หันเหความสนใจไปทำกิจกรรมอื่นๆ
อย่าเก็บตัว แรกๆ อาจจะต้องฝืนความรู้สึกอยู่บ้าง แต่ถ้าได้ลงมือปฏิบัติแล้ว อารมณ์และความรู้สึกต่างๆ จะดีขึ้น เช่น เล่นกีฬา ดูหนัง ฟังเพลง อ่านหนังสือ เป็นต้น
6. ให้คิดเสียว่าประสบการณ์ “อกหัก” เป็นประโยชน์ต่อชีวิต
เพราะมันจะเป็นเหมือนสะพานอีกขั้นหนึ่งให้เราได้ก้าวไปสู่ความเป็นผู้ใหญ่ ให้เราได้ใช้ชีวิตอีกระดับหนึ่ง และกำไรที่เหลืออยู่จากประสบการณ์ “อกหัก” ก็คือ ได้เรียนรู้ว่ารักเป็นอย่างไร ถ้าไม่สุขจนล้นมาเสียก่อนจากการได้รักและถูกรัก แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าเจ็บเจียนตาย นอนน้ำตาไหลพรากเป็นท่อน้ำประปาแตกนั้นมันทุกข์แค่ไหน
แม้ความรักที่ไม่สมหวังทำให้ต้องสูญเสียความรู้สึกดีๆ ที่เคยมีให้แก่กันไปมากน้อยแค่ไหน หรือแม้กระทั่งทำลายความเป็นตัวของตัวเองให้ลดน้อยไปมากเพียงใดก็ตาม แต่หากเราได้เรียนรู้เพื่อที่จะ อกหักให้เป็นความรักที่ไม่สดใสอาจกลายเป็นโอกาสดีที่จะทำให้เรามองเห็นโลกที่กว้างใหญ่และสวยงามขึ้นกว่าเดิมก็เป็นได้

 
อาจดูว่ามันอ้างว้าง แต่ว่าทางที่เดินก็กว้างพอ … ไม่ต้องรอไปแบ่งกับใคร
...
เอกสารอ้างอิง
มานพ ประภาษานนท์. วิธีคิดกับความเจ็บปวด นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 28 ฉ.5 (น.84-85). กรุงเทพฯ: บริษัท ก.พล (1996) จำกัด, 2547.
บรรณาธิการ. ปฏิกิริยาแห่งรัก นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 28 ฉ.2 (น.24). กรุงเทพฯ: บริษัท ก.พล (1996) จำกัด, 2547.
เอ็นโดฟินส์ สารแห่งความรัก บำบัดโรค นิตยสารแพทย์ทางเลือก ปีที่ ฉ.30 (น.48-51). กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ฐานการพิมพ์, 2547.
เวปไซต์
http://dnfe5.nfe.go.th/ilp/42009/42009-52.htm
http://www.thaihealth.info/love15.asp
ที่มา งานแนะแนวและจัดหางาน มหาวิทยาลัย ขอนแก่น guidance.kku.ac.th

จิตวิทยาความรัก : อกหัก เจ็บกว่า กระดูกหัก


จิตวิทยาความรัก
อกหักเจ็บหนักกว่ากระดูกหัก นักจิตวิทยาพบ เจ็บช้ำฝังลึกอยู่นาน

นักจิตวิทยาพบว่า คำกล่าวที่ว่า “อกหักไม่ยักตาย” ความจริงอาจจะเบาเกินไป เพราะอกหักเจ็บช้ำฝังลึกยิ่งกว่าบาดเจ็บเพราะกระดูกหักมากกว่ากันนัก

วารสารทางวิชาการ “จิตวิทยา” ของอเมริกา รายงานว่าคณะนักจิตวิทยา มหาวิทยาลัยเปอร์ดิว ที่รัฐอินเดียนา ได้พบในการศึกษาว่า “ในขณะที่แผลใจและแผลกายต่างก็สร้างความเจ็บปวดได้มาก เมื่อเกิดสดๆได้พอๆกัน แต่แผลใจยังจะกลับมาปวดร้าวขึ้นอีกได้หนแล้วหนเล่า ขณะที่แผลกายจะเจ็บปวดอยู่จนกว่าจะหายดีแล้วเท่านั้น”

นักจิตวิทยาได้ศึกษา โดยการเกณฑ์ผู้ที่มาเป็นอาสาสมัคร ให้เขาเขียนระบายประสบการณ์ ความรู้สึกเจ็บปวดในชีวิตให้ฟังโดยละเอียดว่า มันเกิดขึ้นอย่างไร และรู้สึกเจ็บช้ำอย่างไร

ที่มา ไทยรัฐออนไลน์ [1 ก.ย. 51 - 00:31]

ขอบคุณข้อมูล จิตวิทยาความรัก ดีๆจาก ไทยรัฐออนไลน์

จิตวิทยาความรัก : รักแรก ทำไม ฝังใจ


              จิตวิทยาความรัก : รักแรก ทำไม ฝังใจ
จิ
อานุภาพรักแรกฝังใจชั่วชีวิต สมองขับสารโดปามีนผูกมัดไว้

หนุ่มสาวทั่วไปมักจะเห็นว่าในชีวิตขอให้ได้พบรัก ถึงจะยืดเยื้อหรือไม่ ก็ยังดีกว่าไม่ได้ประสบเลย หากแต่ทำไมมันถึงยากที่จะลืมเลือนมันลงได้ บัดนี้นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าพอที่จะรู้สาเหตุแล้ว
นักวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยรัฐฟลอริดาแห่งสหรัฐฯ ได้ศึกษาเรื่องนี้ โดยศึกษาจากสมองและพฤติกรรมของหนูนาตัวผู้ ซึ่งเป็นตัวอย่างของการมีรักเดียวใจเดียว เพราะเมื่อมันผสมกับตัวเมียตัวไหนเข้าแล้ว มันก็จะอยู่ด้วยกันไปตลอดชีวิต ไม่สนใจตัวเมียตัวอื่นอีกเลย แถมยังทำดุเสียด้วยซ้ำ
พวกเขาได้พบว่าเมื่อตัวผู้มีคู่ สมองมันจะหลั่งสารโดปามีน อันเป็นสารสื่อประสาทชนิดหนึ่ง ที่เป็นสารของความเกษมสุขออกมาเป็นอันมาก นักวิจัยแบรนดอน อราโกนา หัวหน้านักวิจัย ได้แสดงให้เห็นว่าสารนั้นเท่ากับเป็นยาเสน่ห์ ด้วยการเอาไปฉีดให้สมองของหนูนาตัวผู้ ที่ยังไม่เคยผสมกับตัวเมียเลย มันก็จะเปลี่ยนนิสัยไปทันที กลับคลุกคลีแต่กับตัวเมียที่เลือกให้ และเลิกสนใจตัวเมียตัวอื่นเหมือนแต่ก่อนเลย

ที่มา หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ปีที่ 56 ฉบับที่ 1749312/13/2005